เกี่ยวกับบริษัท

สารจากผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ

ข้าพเจ้าชื่อคาตาเบะ
ข้าพเจ้าเริ่มต้นเส้นทางชีวิตในโลกที่ห่างไกลจากแวดวงธุรกิจ โดยศึกษาในด้านวรรณคดีและปรัชญา ต่อมา ด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ข้าพเจ้าได้ก้าวเข้าสู่วิชาชีพผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
ในปีพ.ศ. 2532 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งในนามยุค “ญี่ปุ่นผู้เป็นหนึ่ง” ข้าพเจ้าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนประจำประเทศไทยคนแรกของสำนักงานสอบบัญชีแห่งหนึ่ง นับเป็นจุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วมในธุรกิจระหว่างประเทศและเป็นพื้นฐานสำคัญของแนวคิดในการทำงานจนถึงปัจจุบัน ภายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในต่างประเทศ ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจปฏิเสธตำแหน่งหุ้นส่วนด้านภาษีระหว่างประเทศในประเทศญี่ปุ่นและเลือกก่อตั้งกลุ่มบริษัท อริยะ ในปีพ.ศ. 2536 ด้วยความปรารถนาที่จะศึกษา ค้นคว้า และทำความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงในการทำงาน นับแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าได้แสวงหาความจริงในความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าจวบจนปัจจุบัน

นับตั้งแต่ก่อตั้ง กลุ่มสำนักงานบัญชีอริยะ ซึ่งบริหารโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตชาวญี่ปุ่น ได้เติบโตเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากกว่าหนึ่งร้อยคน ทั้งนักบัญชี นักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญในสาขาอื่น ๆ นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ไพจิตรผู้ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงภาษียังให้เกียรติรับหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษาของบริษัทเราในการให้บริการด้านกฎหมาย ภาษี การสอบบัญชีและการบัญชีแก่บริษัทในเครือญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเป็นหลัก โดยอาศัยประสบการณ์ทางธุรกิจในประเทศไทยมากว่าสามทศวรรษ ควบคู่กับความเชี่ยวชาญเชิงลึกในระบบท้องถิ่นและความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในแนวปฏิบัติขององค์กรญี่ปุ่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทฯ มีความภาคภูมิใจในผลงานและประสบการณ์อันโดดเด่นด้านการบริหารภาษีของประเทศไทยและภาษีระหว่างประเทศ ฐานลูกค้าของบริษัทฯ สะท้อนถึงจุดแข็งดังกล่าว โดยประกอบด้วยบริษัทญี่ปุ่นชั้นนำ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ตลอดจนบริษัทจากยุโรป สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหน่วยงานภาษีของไทยเริ่มนำหลักเกณฑ์การกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing) มาประยุกต์ใช้ บริษัทฯ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในองค์กรผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนจำนวน 14 แห่งเพื่อเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาในการวางหลักเกณฑ์และประยุกต์ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวร่วมกับสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมายระดับนานาชาติชั้นนำ อาทิ ดีลอยท์ (Deloitte) และเบเคอร์ แม็คเค็นซี่ (Baker McKenzie)

บริษัทฯ เชื่อว่าได้สั่งสมการยอมรับในระดับหนึ่งภายในแวดวงวิชาชีพบัญชีของประเทศไทยเช่นกัน
เมื่อราวปีพ.ศ. 2548 คุณทัตสึมิ ยามาดะ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการของคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IASB) ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในฐานะประเทศผู้ประสานงาน คุณทัตสึมิได้หารือกับสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ (TFAC) ซึ่งในขณะนั้นใช้ชื่อว่าสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย (ICAAT) ในโอกาสดังกล่าว บริษัทฯ เป็นสำนักงานบัญชีเพียงแห่งเดียวที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

 

อย่างไรก็ตาม ขอพักเรื่องการประชาสัมพันธ์ไว้ก่อนชั่วคราว เมื่อเทียบกับเมื่อยี่สิบปีก่อน จำนวนผู้สอบบัญชีและนักกฎหมายชาวญี่ปุ่นที่ประจำอยู่ในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยอย่างชัดเจน ถึงกระนั้น ข้าพเจ้ายังคงรู้สึกว่า แม้ในปัจจุบัน ความบิดเบือนที่เกิดจากการตีความอย่างไม่รอบคอบยังคงแพร่กระจายอยู่ภายในแวดวงอันแคบของผู้ใช้ภาษาญี่ปุ่น
ในการนำระบบกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศไทยมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง มีประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่ไม่ควรถูกมองข้าม นั่นคือ ที่นี่ไม่ใช่ประเทศของเราเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ที่เป็น “ตัวเอกที่แท้จริง” ของระบบไทย ย่อมเป็นผู้เชี่ยวชาญชาวไทยเอง
เมื่อข้าพเจ้าได้เห็นผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นซึ่งเรียกตนเองว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” แสดงความเห็นอย่างมั่นใจเกี่ยวกับสิ่งที่กฎหมายภาษีหรือกฎเกณฑ์ทางการบัญชีของไทย “ควรจะเป็น” ข้าพเจ้ามักอดรู้สึกไม่ได้ว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุเบื้องหลังของสิ่งที่เรียกว่า “สามทศวรรษที่สูญหาย” ของญี่ปุ่น
ย่อมเป็นคำถามว่า คำกล่าวอ้างเช่นเดียวกันนี้จะยังสามารถเอ่ยออกมาได้โดยไม่เปลี่ยนแปลงใด ๆ หากต้องอธิบายต่อหน้าเจ้าหน้าที่กำกับดูแลของไทย ซึ่งได้รับการศึกษาในจากมหาวิทยาลัยระดับไอวีลีก (Ivy League) ในสหรัฐอเมริกา แม้จะสมมติว่าบุคคลเหล่านั้นมีความเชี่ยวชาญภาษาญี่ปุ่นไม่ต่างจากเจ้าของภาษาก็ตาม ในมุมมองของเรา สาเหตุประการหนึ่งของความล้มเหลวของบริษัทญี่ปุ่นในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศอยู่ที่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อบริบทในท้องถิ่น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง สถานการณ์ดังกล่าวชวนให้นึกถึงอุปมาถ้ำของเพลโต (Plato’s Allegory of the Cave) กล่าวคือ บริษัทญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยกำลังตัดสินระบบของประเทศไทยจากเพียง “เงา” ที่สะท้อนอยู่บนผนังถ้ำมากกว่าที่จะมองเห็นความเป็นจริงซึ่งดำรงอยู่ภายนอกถ้ำนั้น

ภาพถ่ายนี้เป็นช่วงหนึ่งจากวิดีโอสนทนาบน YouTube
ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับคุณมิกิ ทนายความ
และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยอาโอยามะกาคุอิน

 

ตัวอย่างเช่น ข้อกล่าวอ้างที่มักถูกยอมรับกันโดยทั่วไปต่อไปนี้ เป็นความจริงแท้หรือไม่?
• แม้จะมีการฟ้องคดีในประเทศไทย ฝ่ายบริหารชาวญี่ปุ่นแทบไม่เคยเป็นฝ่ายชนะ
• แม้จะยื่นขอคืนภาษี แต่จะไม่ได้รับดอกเบี้ยเพิ่ม ยิ่งไปกว่านั้น การตรวจสอบภาษีกลับนำไปสู่การประเมินภาษีเพิ่มเติมในจำนวนที่สูงกว่าเงินคืน
• การซื้อคืนวันลาพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย
• เมื่อมีการนำระบบเกษียณอายุตามกฎหมายมาบังคับใช้ บริษัทจะต้องรับรู้ภาระผูกพันที่เกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์หลังเกษียณอายุ

 

การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ลองพิจารณาสถานการณ์หนึ่งเป็นตัวอย่าง สมมติว่าชาวไทยผู้ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น ต้องการเปิดร้านอาหารไทยในประเทศญี่ปุ่นและกำลังจะทำสัญญาเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ในย่านชินจูกุ กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องย่อมมีขอบเขตกว้างขวางอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายแพ่ง กฎหมายอากรแสตมป์ กฎหมายสุขอนามัยอาหาร กฎหมายป้องกันและระงับอัคคีภัย กฎหมายธุรกิจบันเทิง กฎหมายมาตรฐานแรงงาน รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ของประเทศญี่ปุ่น อีกเป็นจำนวนมาก แม้ปริมาณข้อมูลที่จำเป็นจะมีจำนวนมหาศาล แต่ก็สามารถจินตนาการได้ไม่ยากว่า การเข้าถึงคำแนะนำที่ถูกต้อง ผ่านการสรุปอย่างเหมาะสม และสามารถนำไปใช้ได้จริง ครอบคลุมข้อกำหนดทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องที่ยากเพียงใด ในสถานการณ์เช่นนี้ จะเป็นเรื่องสมเหตุสมผลจริงหรือไม่ หากเราจะฝากความไว้วางใจไว้กับบุคคลชาวญี่ปุ่นหรือแม้แต่ชาวไทยด้วยกันที่เข้ามากล่าวด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นว่า
ผมรู้ทุกอย่าง ฝากไว้กับผมได้เลย

ในประเทศไทย อาจกล่าวได้ว่าในท้ายที่สุดแล้วแม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติอย่างผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นก็มีบทบาทไม่ต่างจากล่าม แน่นอนว่าบทบาทในการถ่ายทอดความหมายมิใช่เรื่องง่าย เมื่อพิจารณาว่าควรแปลตำแหน่ง “Authorized Director” ของไทย (กรรมการผู้มีอำนาจ) เป็น “Representative Director” (กรรมการผู้แทน) หรือไม่ ย่อมถือเป็นประเด็นที่ตอบได้ยาก
ดังนั้น แม้ว่าบทบาทของผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ผู้ที่เป็น “ตัวเอกที่แท้จริง” ย่อมเป็นผู้เชี่ยวชาญชาวไทย

การวางผู้เชี่ยวชาญชาวไทยเป็นศูนย์กลางเป็นไปโดยมีเป้าหมายเพื่อนำเสนอข้อมูลที่สมเหตุสมผล กล่าวโดยสรุปคือเพื่อทำงานอย่างมีคุณภาพ เรามุ่งมั่นอย่างสัตย์จริงที่จะดำเนินงานในแนวทางนี้ต่อไปในอนาคต

 

Comments are closed.

.