เงินปันผลและทุนสำรองตามกฎหมาย: การคำนวณเงินปันผลสูงสุดที่จ่ายได้ และการเปรียบเทียบบริษัทจำกัดกับบริษัทมหาชนจำกัด

เงินปันผลและทุนสำรองตามกฎหมาย: การคำนวณเงินปันผลสูงสุดที่จ่ายได้ และการเปรียบเทียบบริษัทจำกัดกับบริษัทมหาชนจำกัด

สรุปประเด็นสำคัญ: เงินปันผลสูงสุดที่จ่ายได้และทุนสำรองตามกฎหมายในประเทศไทย

บริษัทจำกัด

  • จ่ายเงินปันผลได้จากเงินกำไรเท่านั้น หากบริษัทขาดทุน ห้ามจ่ายเงินปันผลจนกว่าจะแก้ไขให้หายขาดทุน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1201)
  • ทุกคราวที่จ่ายเงินปันผล บริษัทต้องจัดสรรเงินไว้เป็นทุนสำรองอย่างน้อยหนึ่งในยี่สิบ (5%) ของผลกำไร จนกว่าทุนสำรองจะมีจำนวนถึงหนึ่งในสิบของจำนวนทุน (มาตรา 1202)
  • กฎหมายไม่ได้ระบุชัดว่า “ผลกำไร” หมายถึงกำไรสุทธิทั้งหมดของปี หรือจำนวนที่จ่ายเป็นเงินปันผล และยังไม่มีการตีความที่เป็นทางการ สำนักงานของเราเห็นว่าทุนสำรองคือ 5% ของจำนวนเงินปันผล
  • เงินปันผลสูงสุดที่จ่ายได้ตามแนวคิดนี้: เงินปันผลสูงสุด = กำไรสะสม (หลังล้างขาดทุนแล้ว) ÷ 1.05 (เพื่อให้เงินปันผลรวมกับทุนสำรอง 5% ไม่เกินกำไรสะสม) ตัวอย่าง: กำไรสะสม 900 บาท → เงินปันผลสูงสุดประมาณ 857 บาท (ทุนสำรองประมาณ 43 บาท)
  • หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับเป็นพินัยไม่เกิน 20,000 บาท

บริษัทมหาชนจำกัด

  • ไม่ว่าจะจ่ายเงินปันผลหรือไม่ ต้องจัดสรรทุนสำรองไม่น้อยกว่า 5% ของกำไรสุทธิประจำปีหักด้วยยอดขาดทุนสะสมยกมา (ถ้ามี) จนกว่าทุนสำรองจะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 10% ของทุนจดทะเบียน (พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด มาตรา 116)

เงินปันผลและทุนสำรองตามกฎหมายของบริษัทจำกัดในประเทศไทย: ความหมายของ “ผลกำไร” ตามมาตรา 1202 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ปัญหาว่าจำนวนเงินปันผลสูงสุดที่บริษัทจำกัดจ่ายได้คำนวณอย่างไรนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องง่าย ดังที่ยกมาด้านล่าง มาตรา 1202 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติเพียงว่า ทุนสำรองตามกฎหมายต้องจัดสรรไว้อย่างน้อยหนึ่งในยี่สิบส่วนของ “ผลกำไร” โดยความหมายของ “ผลกำไร” นี้ไม่ชัดเจน เอกสารที่มักอ้างอิงกันโดยทั่วไปในประเทศไทยในเรื่องนี้ คือ “Q & A ด้านมาตรฐานการรายงานทางการเงิน” (เดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2559) ซึ่งเผยแพร่โดยสภาวิชาชีพบัญชี ซึ่งมีสาระโดยสรุปดังนี้

ตัวอย่าง

  • ขาดทุนสะสมยกมาต้นปี 2558: 100 บาท
  • กำไรสุทธิหลังภาษีปี 2558: 1,000 บาท
  • กำไรสะสมยกไปสิ้นปี 2558: 900 บาท

คำตอบ

ให้จ่ายเงินปันผลได้เฉพาะส่วนของกำไรเท่านั้น คือ 900 บาท เนื่องจากห้ามมิให้จ่ายเงินปันผลจนกว่าจะได้แก้ไขให้หายขาดทุน และการกันสำรองให้กันจากเฉพาะส่วนของกำไรที่ทำมาหาได้สุทธิจากขาดทุนสะสม คือไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของเงิน 900 บาท ที่จะประกาศจ่ายเงินปันผล (กันมากกว่าได้)

ประเด็นแรกในที่นี้ คือ ฐานในการคำนวณเป็นกำไรสุทธิประจำปีทั้งจำนวน 1,000 บาท หรือเป็นส่วน 900 บาทที่เหลือหลังหักขาดทุนสะสมยกมา 100 บาท คำตอบดังกล่าวถือตามแบบหลัง ซึ่งเห็นว่าไม่มีปัญหา ประเด็นต่อมา คือ จำนวนเงินปันผลสูงสุด หรือเพดานการจ่ายเงินปันผลเป็นเท่าใด ในประเด็นนี้ คำตอบดังกล่าวยังไม่ชัดเจน

โดยทั่วไป หลักเกณฑ์เรื่องทุนสำรองตามกฎหมายอาจแบ่งได้เป็นสามแบบ ได้แก่ (1) แบบยึดกำไร ซึ่งนำกำไรของแต่ละปีมาเป็นฐานเพียงครั้งเดียว (เช่น กฎหมายเยอรมนี และพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัดของไทย) (2) แบบยึดเงินปันผล ซึ่งนำจำนวนเงินที่จ่ายออกไปเป็นเงินปันผลมาเป็นฐาน (เช่น กฎหมายญี่ปุ่น) และ (3) แบบควบคุมจำนวนที่จ่ายปันผลได้ ซึ่งควบคุมแหล่งเงินที่นำมาจ่ายเงินปันผล (เช่น กฎหมายอังกฤษและสหรัฐอเมริกา) ทั้งนี้ ผู้อ่านชาวญี่ปุ่นคงทราบดีว่า แบบที่ (3) ได้รับมาใช้บางส่วนในญี่ปุ่นด้วย

ในตัวอย่างนี้ คำตอบกล่าวเพียงว่า ทุนสำรองตามกฎหมายต้องไม่น้อยกว่า 900 บาท × 5% โดยไม่ได้กล่าวถึงกรณีที่จ่ายเงินปันผล 500 บาท แทนที่จะจ่ายเต็ม 900 บาท ว่าจำนวนที่ต้องจัดสรรเป็นทุนสำรองจะเป็น 900 บาท × 5% ตามแนวคิดที่ (1) หรือ 500 บาท × 5% ตามแนวคิดที่ (2) นอกจากนี้ การที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่าจ่ายเงินปันผลได้ 900 บาท แล้วจึงกล่าวถึงการจัดสรรทุนสำรองในภายหลัง ดูจะขัดกันเอง (หากจ่ายเงินปันผล 900 บาท ก็จะไม่เหลือเงินสำหรับจัดสรรเป็นทุนสำรอง) จึงเห็นว่าคำตอบดังกล่าวน่าจะหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงประเด็นนี้โดยเจตนา โดยคำนึงถึงทั้งแนวคิดที่ (1) และแนวคิดที่ (2)

อนึ่ง ในบรรดาความเห็นที่เผยแพร่กันทั่วไป ภายในแนวคิดที่ (1) เองยังมีสองแนว คือ แนวที่ใช้ผลรวมของกำไรสะสมยกมาและกำไรสุทธิประจำปีเป็นฐาน (ตัวตั้ง) ในการคูณร้อยละ 5 และแนวที่ใช้เฉพาะกำไรสุทธิประจำปี สำนักงานของเราไม่ถือตามแนวแรก เนื่องจากทุนสำรองที่คำนวณจากฐานดังกล่าวเมื่อจ่ายเงินปันผลจะถูกนับซ้ำ หากจะหลีกเลี่ยงการนับซ้ำ ก็ต้องคำนวณอย่างซับซ้อน และเป็นการใช้หลักการดำรงทุนที่เข้มงวดเกินไป ตัวอย่างเช่น ในกรณีตามตัวอย่าง หากจ่ายเงินปันผล 500 บาท ในปี 2558 และจัดสรรทุนสำรองโดยใช้กำไรสะสม ณ สิ้นปี 2558 จำนวน 900 บาท เป็นฐาน ต่อมาในปีถัดไปมีกำไรสุทธิอีก 1,000 บาท และจ่ายเงินปันผล 500 บาท เช่นเดิม หากใช้ 355 (= 900 − เงินปันผล 500 − ทุนสำรอง 45) + 1,000 = 1,355 บาท เป็นฐาน ก็จะเกิดผลให้จำนวน 355 บาท ถูกนำมาจัดสรรเป็นทุนสำรองซ้ำสองครั้ง

สำหรับคำถามว่าแนวคิดที่ (1) หรือแนวคิดที่ (2) ถูกต้องนั้น ในความเป็นจริงอาจกล่าวได้ว่ายังไม่มีการตีความที่มีผลผูกพัน กล่าวคือ ไม่พบทั้งความเห็นของหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ และคำพิพากษาศาลฎีกา ทั้งความเห็นทางวิชาการของไทยก็ยังแตกต่างกัน โดย ทิพย์ชนก รัตโนสถ ถือว่าฐานคือกำไรสุทธิทั้งหมด ขณะที่ สหธน รัตนไพจิตร และ นนทวัชร์ นวตระกูลพิสุทธิ์ ถือว่าฐานคือกำไรที่จ่ายเป็นเงินปันผลในงวดนั้น ซึ่งก็คือแนวคิดที่ (2)

อย่างไรก็ตาม สำนักงานของเราสนับสนุนแนวคิดที่ (2) ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

(1) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7671/2546 วินิจฉัยว่า วัตถุประสงค์ของมาตรา 1202 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คือ “เพื่อมิให้บริษัทนำผลกำไรมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดจนขาดเงินหมุนเวียนในการประกอบกิจการ” ซึ่งเป็นการยอมรับหลักการดำรงทุนเป็นวัตถุประสงค์ของบทบัญญัตินี้ ในแง่นี้ การจัดสรรทุนสำรองจากกำไรตามจำนวนเงินปันผลที่จ่ายออกไปก็เพียงพอแล้ว ในทางกลับกัน การนำกำไรสุทธิประจำปีทั้งหมดมาเป็นฐานโดยไม่คำนึงถึงจำนวนเงินปันผล ดูจะเป็นการใช้หลักการดำรงทุนที่เกินสมควร ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีกำไรสุทธิประจำปี 10 ล้านบาท แม้จ่ายเงินปันผลเพียง 100 บาท ก็ต้องจัดสรรทุนสำรอง 500,000 บาท ซึ่งเห็นว่าเกินเลยไปแม้เมื่อพิจารณาตามวัตถุประสงค์ของมาตรา 1202

(2) หากถือว่าบริษัทจำกัดเป็นรูปแบบการระดมทุนที่ก้าวหน้าที่สุด การนำกำไรสุทธิประจำปีทั้งหมดมาเป็นฐาน ย่อมเป็นการลิดรอนสิทธิสำคัญของผู้ถือหุ้นที่ค้ำจุนรูปแบบดังกล่าว คือ สิทธิของผู้ถือหุ้นในการได้รับเงินปันผล โดยไม่จำเป็น

(3) มาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งเป็นบทบัญญัติเรื่องทุนสำรองของบริษัทมหาชน (ดูด้านล่าง) คล้ายกับมาตรา 1202 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้กับบริษัทจำกัด แต่บัญญัติให้จัดสรรทุนสำรองไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิประจำปีหักด้วยขาดทุนสะสมยกมา (ถ้ามี) กล่าวคือ ครอบคลุมกำไรสุทธิประจำปีทั้งหมดหลังหักขาดทุนสะสม โดยไม่เกี่ยวกับว่ามีการจ่ายเงินปันผลหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว การตีความบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดให้จัดสรรทุนสำรอง “ทุกคราวที่แจกเงินปันผล” ว่าหมายถึงกำไรประจำปีทั้งจำนวน จึงเป็นการตีความที่ฝืนตัวบท

อนึ่ง ในทางปฏิบัติ ดังที่แสดงไว้ด้านล่าง ดูเหมือนจะไม่มีบทลงโทษที่รุนแรง จึงอาจถือตามแนวคิดที่ (1) หรือ (2) ก็ได้ อย่างไรก็ดี ขอแนะนำให้คำนึงว่า หากถือตามแนวคิดที่ (2) มีความเสี่ยงที่หน่วยงานของรัฐหรือผู้สอบบัญชีอาจมีความเห็นต่างออกไป และหากถือตามแนวคิดที่ (1) กำไรส่วนนั้นจะไม่สามารถนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลได้จนกว่าบริษัทจะเลิกกัน


เงินปันผลและทุนสำรองตามกฎหมายของบริษัทจำกัด

เงินปันผลสูงสุดที่จ่ายได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1201)

ห้ามมิให้จ่ายเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากเงินกำไร ถ้าหากบริษัทขาดทุน ห้ามมิให้จ่ายเงินปันผลจนกว่าจะได้แก้ไขให้หายขาดทุนเช่นนั้น (มาตรา 1201)

จำนวนทุนสำรองตามกฎหมาย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1202)

ทุกคราวที่แจกเงินปันผล บริษัทต้องจัดสรรเงินไว้เป็นทุนสำรองอย่างน้อยหนึ่งในยี่สิบส่วนของจำนวนผลกำไรซึ่งบริษัททำมาหาได้จากกิจการของบริษัท จนกว่าทุนสำรองนั้นจะมีจำนวนถึงหนึ่งในสิบของจำนวนทุนของบริษัทหรือมากกว่านั้น (มาตรา 1202)
*สำหรับประมวลแพ่งระบุว่าทุนสำรองจะต้องมาจากกำไร (ไม่ได้เจาะจงว่ากำไรอะไร)

บทลงโทษกรณีฝ่าฝืนเรื่องเงินปันผลและทุนสำรอง

บริษัทจำกัดใดจ่ายเงินปันผล

  1. จ่ายปันผลโดยไม่มีมติที่ประชุมใหญ่ หรือที่ประชุมกรรมการ กรณีปันผลระหว่างกาล
  2. จ่ายจากเงินอื่นนอกจากกำไร หรือไม่ได้หักขาดทุนสะสมก่อน
  3. ไม่จ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่หรือกรรมการลงมติ
  4. ไม่หักสำรองตามกฎหมาย

มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาท (มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจํากัด บริษัทจํากัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499)

เงินปันผลและทุนสำรองตามกฎหมายของบริษัทมหาชนจำกัด

เงินปันผลสูงสุดที่จ่ายได้ (พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด มาตรา 115)

การจ่ายเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากเงินกำไรจะกระทำมิได้ ในกรณีที่บริษัทยังมียอดขาดทุนสะสมอยู่ ห้ามมิให้จ่ายเงินปันผล (มาตรา 115)

จำนวนทุนสำรองตามกฎหมาย (พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด มาตรา 116)

บริษัทต้องจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสำรองไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของกำไรสุทธิประจำปีหักด้วยยอดเงินขาดทุนสะสมยกมา (ถ้ามี) จนกว่าทุนสำรองนี้จะมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของทุนจดทะเบียน (มาตรา 116)
*พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัดระบุว่าทุนสำรองต้องมาจากกำไรสุทธิประจำปีอย่างชัดเจน

ความรับผิดกรณีจ่ายเงินปันผลโดยฝ่าฝืนกฎหมาย (มาตรา 118 และมาตรา 91)

  1. กรณีที่บริษัทจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นโดยฝ่าฝืนมาตรา 115 มาตรา 116 หรือมาตรา 117 เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ของบริษัทเสียเปรียบ เจ้าหนี้จะฟ้องผู้ถือหุ้นให้คืนเงินปันผลที่ได้รับไปแล้วก็ได้โดยต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติ แต่ผู้ถือหุ้นคนใดได้รับเงินปันผลไปแล้วโดยสุจริตจะบังคับให้คืนเงินมิได้ (มาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535)
  2. การรับผิดตามมาตรา 118 ที่กล่าวในข้อ 1. กรรมการต้องรับผิดร่วมกันเพื่อความเสียหายใด ๆ อันเกิดขึ้นแก่บริษัท เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้กระทำการโดยสุจริตและอาศัยหลักฐาน หรือรายงานทางการเงินที่ประธานกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่การเงินของบริษัท หรือผู้สอบบัญชีรับรองว่าถูกต้องแล้ว (มาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535)

คำถามที่พบบ่อย: เงินปันผลและทุนสำรองตามกฎหมายในประเทศไทย

1. ถ้ามีกำไร ทุกปีต้องสำรองตามกฏหมายไหม ?

  • บริษัทจำกัดจัดสรรเป็นทุนสำรองตามกฎหมายเฉพาะเมื่อมีการจ่ายเงินปันผล
  • แต่บริษัทมหาชนจำกัดต้องจัดสรรทุนสำรอง จากกำไรสุทธิ แม้ไม่ประกาศจ่ายปันผล

2. หรือสำรองทุกครั้งก่อนที่จะจ่ายปันผล ?

  • คำตอบตาม ข้อ 1.

3. ต้องสำรองให้ครบ (หนึ่งในสิบของจำนวนทุนของบริษัทหรือมากกว่านั้น) ก่อนจึงสามารถจ่ายเงินปันผลได้ ?

  • ไม่จำเป็นต้องรอให้สำรองครบก่อน เพราะหากบริษัทจำกัดไม่มีการจ่ายปันผล ก็ไม่ต้องมีการจัดสรรทุนสำรอง
  • บริษัทมหาชนจำกัดก็เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องรอให้สำรองครบก่อน แต่บริษัทมหาชนจำกัดต้องจัดสรรทุนสำรอง จากกำไรสุทธิ แม้ไม่ประกาศจ่ายปันผล

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา ๑๒๐๑ ห้ามมิให้ประกาศอนุญาตเงินปันผล นอกจากโดยมติของที่ประชุมใหญ่

กรรมการอาจจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้เป็นครั้งเป็นคราว ในเมื่อปรากฏแก่กรรมการว่าบริษัทมีกำไรสมควรพอที่จะทำเช่นนั้น

ห้ามมิให้จ่ายเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากเงินกำไร ถ้าหากบริษัทขาดทุน ห้ามมิให้จ่ายเงินปันผลจนกว่าจะได้แก้ไขให้หายขาดทุนเช่นนั้น

การจ่ายเงินปันผลนั้นให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่หรือกรรมการลงมติ แล้วแต่กรณี

มาตรา ๑๒๐๒ ทุกคราวที่แจกเงินปันผล บริษัทต้องจัดสรรเงินไว้เป็นทุนสำรองอย่างน้อยหนึ่งในยี่สิบส่วนของจำนวนผลกำไรซึ่งบริษัททำมาหาได้จากกิจการของบริษัท จนกว่าทุนสำรองนั้นจะมีจำนวนถึงหนึ่งในสิบของจำนวนทุนของบริษัทหรือมากกว่านั้น แล้วแต่จะได้ตกลงกำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัท

ถ้าได้ออกหุ้นโดยคิดเอาราคาเกินกว่าที่ปรากฏในใบหุ้นเท่าใด จำนวนที่คิดเกินนี้ท่านให้บวกทบเข้าในทุนสำรองจนกว่าทุนสำรองจะมีจำนวนเท่าถึงที่กำหนดไว้ในวรรคก่อน

พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจํากัด บริษัทจํากัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499

มาตรา ๑๙ บริษัทจำกัดใดจ่ายเงินปันผลโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๒๐๑ วรรคหนึ่งและวรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือไม่จ่ายเงินปันผลภายในระยะเวลาที่กำหนดในมาตรา ๑๒๐๑ วรรคสี่ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือแจกเงินปันผลโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๒๐๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาท

พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535

มาตรา ๑๑๕ การจ่ายเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากเงินกำไรจะกระทำมิได้ ในกรณีที่บริษัทยังมียอดขาดทุนสะสมอยู่ ห้ามมิให้จ่ายเงินปันผล

เงินปันผลนั้นให้แบ่งตามจำนวนหุ้น หุ้นละเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะมีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในเรื่องหุ้นบุริมสิทธิ โดยการจ่ายเงินปันผลต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น

เมื่อข้อบังคับของบริษัทกำหนดให้ทำได้ คณะกรรมการอาจจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้เป็นครั้งคราว เมื่อเห็นว่าบริษัทมีกำไรสมควรพอที่จะทำเช่นนั้นและเมื่อได้จ่ายเงินปันผลแล้ว ให้รายงานให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบในการประชุมคราวต่อไป

การจ่ายเงินปันผลนั้นให้กระทำภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้น หรือคณะกรรมการลงมติ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ให้แจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ถือหุ้นกับให้โฆษณาคำบอกกล่าวการจ่ายเงินปันผลนั้นในหนังสือพิมพ์ด้วย

มาตรา ๑๑๖ บริษัทต้องจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสำรองไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของกำไรสุทธิประจำปีหักด้วยยอดเงินขาดทุนสะสมยกมา (ถ้ามี) จนกว่าทุนสำรองนี้จะมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของทุนจดทะเบียน เว้นแต่บริษัทจะมีข้อบังคับหรือกฎหมายอื่นกำหนดให้ต้องมีทุนสำรองมากกว่านั้น

มาตรา ๑๑๘ ในกรณีที่บริษัทจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ หรือมาตรา ๑๑๗ เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ของบริษัทเสียเปรียบ เจ้าหนี้จะฟ้องผู้ถือหุ้นให้คืนเงินปันผลที่ได้รับไปแล้วก็ได้โดยต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติ แต่ผู้ถือหุ้นคนใดได้รับเงินปันผลไปแล้วโดยสุจริตจะบังคับให้คืนเงินมิได้

มาตรา ๙๑ กรรมการต้องรับผิดร่วมกันเพื่อความเสียหายใด ๆ อันเกิดขึ้นแก่บริษัทในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) การเรียกให้ผู้จองหุ้นชำระเงินค่าหุ้น หรือโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินให้แก่บริษัทโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๗ หรือมาตรา ๓๘

(๒) การนำเงินค่าหุ้นไปใช้จ่ายหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่ได้รับชำระเป็นค่าหุ้นของบริษัทโดยฝ่าฝืนมาตรา ๔๓

(๓) การดำเนินการใด ๆ โดยฝ่าฝืนมาตรา ๘๕

(๔) การให้กู้ยืมเงินโดยฝ่าฝืนมาตรา ๘๙

(๕) การจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดให้แก่กรรมการโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๙๐

(๖) การจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๑๕ หรือการรับผิดตามมาตรา ๑๑๘ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้กระทำการโดยสุจริตและอาศัยหลักฐาน หรือรายงานทางการเงินที่ประธานกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่การเงินของบริษัท หรือผู้สอบบัญชีรับรองว่าถูกต้องแล้ว

(๗) การไม่จัดทำหรือเก็บรักษาบัญชี ทะเบียน หรือเอกสารของบริษัทตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้กระทำการอันสมควรเพื่อมิให้มีการฝ่าฝืนแล้ว

มาตรา ๙๓ ในกรณีที่กรรมการต้องรับผิดเพื่อความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นแก่บริษัทตามมาตรา ๙๑ (๖) ให้กรรมการดังกล่าวมีสิทธิเรียกเงินปันผลส่วนที่เกินคืนจากผู้ถือหุ้นซึ่งได้รับไปโดยทราบว่าเป็นการจ่ายโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๑๕ หรือการต้องรับผิดตามมาตรา ๑๑๘ ด้วย

配当と法定準備金~配当限度額計算と非公開株式会社と公開株式会社の比較

※ 法令部分の日本語は参考のための仮訳です。正文はタイ語です。

【この記事の要点】タイの配当可能限度額と法定準備金

非公開株式会社(บริษัทจำกัด)

  • 配当は利益からのみ支払えます。欠損がある場合は、欠損を填補するまで配当できません(民商法典第1201条)。
  • 配当の都度、利益の20分の1(5%)以上を法定準備金として積み立てます。準備金が資本金の10分の1に達するまで続けます(同第1202条)。
  • この「利益」が当期純利益の全体か、配当額かは法律上明確でなく、公権的解釈もありません。弊事務所は、配当額の5%とする説を採ります。
  • この説による配当可能限度額:配当可能限度額 = 繰越利益剰余金(欠損填補後)÷ 1.05(配当額+その5%の準備金が剰余金を超えないため)。例:剰余金900バーツ → 限度額 約857バーツ(準備金 約43バーツ)。
  • 違反した場合は、2万バーツ以下の過料(行政罰)です。

公開株式会社(บริษัทมหาชนจำกัด)

  • 配当の有無にかかわらず、毎年、純利益(繰越欠損控除後)の5%以上を積み立てます。準備金が登録資本金の10%に達するまで続けます(公開株式会社法第116条)。

タイ非公開株式会社の配当と法定準備金 ― 民商法典第1202条の「利益」の意味

非公開株式会社の配当限度額はいかに計算されるか、の問題は、実はそれほど単純なものではありません。下に引用されるように、タイ民商法典1202条では、単に利益準備金の積立は、「利益」の20分の1以上と規定し、この「利益」の意味が不明瞭であるためです。問題についてタイ社会で一般に引用される文書は、タイ会計専門職連盟(สภาวิชาชีพบัญชี)が公表している「財務報告基準に関するQ&A」(2016年1〜2月)です。それによると(以下は要約)、

例題)

  • 2015年(仏暦2558年)期首繰越欠損金: 100バーツ
  • 2015年の税引後純利益: 1,000バーツ
  • 2015年末の次期繰越利益剰余金: 900バーツ

回答)

配当は利益の部分、すなわち900バーツに限って支払うことができます。欠損を填補するまでは配当を支払ってはならないためです。また、準備金は、累積欠損を差し引いた後の稼得利益の部分のみから留保します。すなわち、配当として宣言する900バーツの5%以上です(それより多く留保することは可)。

ここで論点としているのは、まず、当期純利益1,000バーツの全体か、または繰越欠損金100バーツを除いた部分900バーツか、です。後者であるとする回答は、問題はないと思われます。次に、配当の最高額、つまり、配当限度額はいくらか、という点については、回答は、残念ながら曖昧です。

一般に、これは、①利益型(ドイツやタイ公開会社法のように年度ごとの利益を一度だけ対象)と、②配当型(日本のように配当時の社外流出額を対象)と③配当可能額規制型(英米のように、配当原資を規制する)の三つに類型化されるといってよいと思います。なお、日本の読者には、③説は、一部日本でも採用されていることがお分かりと思います。

さて、この設例では、利益準備金の積立額は900バーツ×5%以上と言っているだけです。仮に900バーツ全額ではなく、500バーツを配当としたとき、利益準備金として積立てられる金額は、①説による900バーツ×5%なのか、②説による500バーツ×5%なのか、という点については、言及しない体裁となっています。なお、当初に900バーツ配当できるといっておきながら、あとで、利益準備金の積立を言及しているところに矛盾を感じますが(900バーツ配当したら利益準備金積立の原資がなくなる)、これは、①説と②説の両方を睨んで、故意に言及を避けたものと思われます。

なお、一般に流布される見解には、①説の中でも、5%を乗ずる被乗数(multiplicand)を繰越利益と当期純利益の合計とする説と、当期純利益とする説とがあるようですが、前者はここでは採用しません。配当した際に被乗数として計算される利益準備金が、二重計上になるからです。これを避けようとするならば、複雑な計算が必要であり、かつ、過重な資本充実原則と解されるためです。たとえば、設例で、2015年に配当を500バーツしたとき、2015年末の繰越利益剰余金900バーツを被乗数として利益準備金を積み立て、翌期に当期純利益がやはり1,000バーツ生じたとして同じく配当を500バーツするとき、355(=900−配当500−準備金45)+1,000=1,355バーツを被乗数とするならば、355バーツが二重に積み立てられるという結果になるからです。

さて、①説か②説か、実は、公権的解釈(有権解釈)はないといってよい状況と思われます。つまり、タイ当局、例えば商務省事業開発局(DBD)からも、最高裁判例も見当たりません。なお、タイの学説も分かれており、ทิพย์ชนก รัตโนสถ氏は純利益全体を基準とする説を採る一方、สหธน รัตนไพจิตร氏及びนนทวัชร์ นวตระกูลพิสุทธิ์氏は、その期に配当として支払う利益を基準とする説、すなわち②説を採っています。

ただ、弊事務所としては、②説を支持します。理由は、

(1) 民商法典1202条の趣旨を、最高裁判例第7671/2546号では、「会社が利益を全部株主への配当に充てて、事業を営むための運転資金が不足することがないようにする」と判示して、資本充実維持の原則を趣旨として認めており、その点、社外流出の配当金額を対象とした利益について積立てれば足りる。一方、配当金額によらず、当期純利益の全部を積立の対象とするのは、過度な資本維持充実原則と思われる。例えば、1千万バーツの当期純利益に対して、仮に100バーツの配当をしても、500,000バーツを利益準備金として積立てるのは、1202条の趣旨からしても行き過ぎと解される。

(2) 当期純利益の全部を積立の対象とすることは、株式会社を資金調達の最高形態とみるならば、これを担保する「株主の利益配当請求権」という重要な権利を、株主からいたずらに奪う結果となる。

(3) タイ公開株式会社法の利益準備金の規定、116条は(下記を参照)、非公開株式会社に適用される民商法典1202条と類似するが、その規定ぶりは、毎年の純利益から繰越欠損金(ある場合)を差し引いた額の5%以上の準備金の積立を求めている。すなわち、繰越欠損金を控除した後の当期純利益の全体を対象としており、配当の有無とは関係がない。これと比較するならば、積立を「配当の都度」とする民商法典の規定を当期利益の全額と読むのは、無理筋である。

なお、実務としては、下記に掲げるように、大きな罰則はないと思われますから、①説、②説、どちらをとっても構わないというところでしょう。ただし、②説では当局・監査人と見解が違う危険、①説では利益が解散まで配当不能になることに留意されることをお勧めします。


タイ非公開株式会社(บริษัทจำกัด)の配当と法定準備金

配当可能限度額(民商法典第1201条)

利益以外の資金から配当を支払ってはならない。会社に欠損がある場合は、その欠損を填補するまで配当を支払ってはならない(民商法典第1201条)。

法定準備金の積立額(民商法典第1202条)

配当を行うたびに、会社は事業から得た利益の20分の1以上を準備金として積み立てなければならない。準備金が資本金の10分の1(またはそれ以上で定款に定める額)に達するまで続ける(民商法典第1202条)。
*民商法典は、準備金は利益から積み立てると定めるのみで、どの利益かは特定していない。

配当・法定準備金に関する違反の罰則

非公開株式会社が次のいずれかに該当する配当を行った場合

  1. 株主総会の決議なく(中間配当の場合は取締役会の決議なく)配当した
  2. 利益以外の資金から配当した、または累積欠損を先に填補せずに配当した
  3. 株主総会または取締役会の決議日から1か月以内に支払いを完了しなかった
  4. 法定準備金を積み立てなかった

行政罰(พินัย)として2万バーツ以下の過料に処される(仏暦2499年「登録合名会社・有限責任パートナーシップ・株式会社・社団及び財団に関する違反を定める法律」第19条)。

タイ公開株式会社(บริษัทมหาชนจำกัด)の配当と法定準備金

配当可能限度額(公開株式会社法第115条)

利益以外の資金から配当を支払うことはできない。累積欠損が残っている場合は、配当を支払ってはならない(公開株式会社法第115条)。

法定準備金の積立額(公開株式会社法第116条)

会社は、毎年の純利益から繰越欠損金(ある場合)を差し引いた額の5%以上を準備金として積み立てなければならない。準備金が登録資本金の10%以上に達するまで続ける(公開株式会社法第116条)。
*公開株式会社法は、準備金は毎年の純利益から積み立てると明確に定めている。

違法配当の責任(公開株式会社法第118条・第91条)

  1. 会社が第115条、第116条または第117条に違反して株主に配当し、会社の債権者に不利益を与えた場合、債権者は株主に対し受け取った配当の返還を求めて提訴できる。提訴は株主総会の決議日から1年以内に限る。ただし、善意で配当を受け取った株主に返還を強制することはできない(仏暦2535年公開株式会社法第118条)。
  2. 上記1の第118条に基づく責任について、取締役は会社に生じた損害につき連帯して責任を負う。ただし、誠実に行動し、会長、会社の財務担当者または監査人が正確であると証明した証拠や財務報告に依拠したことを証明した場合はこの限りでない(仏暦2535年公開株式会社法第91条)。

よくある質問:タイの配当と法定準備金

1. 利益があれば、毎年法定準備金を積み立てる必要があるか?

  • 非公開株式会社は、配当を支払うときに限り法定準備金を積み立てる。
  • 一方、公開株式会社は、配当を宣言しない年でも純利益から準備金を積み立てなければならない。

2. それとも、配当を支払う前に毎回積み立てるのか?

  • 1の回答のとおり。

3. 準備金が満額(資本金の10分の1以上)に達するまで、配当は支払えないのか?

  • 満額になるのを待つ必要はない。非公開株式会社は、配当を支払わなければ準備金を積み立てる必要もない。
  • 公開株式会社も同様に、満額になるのを待つ必要はない。ただし公開株式会社は、配当を宣言しない年でも純利益から準備金を積み立てなければならない。

民商法典(仮訳)

第1201条 配当は、株主総会の決議によらなければ宣言してはならない。

取締役は、会社に相応の利益があると認めるときは、随時、株主に中間配当を支払うことができる。

利益以外の資金から配当を支払ってはならない。会社に欠損がある場合は、その欠損を填補するまで配当を支払ってはならない。

配当の支払いは、場合に応じて株主総会または取締役の決議の日から1か月以内に完了しなければならない。

第1202条 配当を行うたびに、会社は事業から得た利益の20分の1以上を準備金として積み立てなければならない。準備金が資本金の10分の1、または定款に定めるそれ以上の額に達するまで続ける。

株式を株券の額面を超える価額で発行した場合、その超過額は、準備金が前項に定める額に達するまで準備金に加算する。

仏暦2499年(1956年)登録合名会社・有限責任パートナーシップ・株式会社・社団及び財団に関する違反を定める法律(仮訳)

第19条 非公開株式会社が、民商法典第1201条第1項及び第3項に違反して配当を支払い、同条第4項に定める期間内に配当を支払わず、または同法典第1202条に違反して配当を行ったときは、行政罰(พินัย)として2万バーツ以下の過料に処する。

仏暦2535年(1992年)公開株式会社法(仮訳)

第115条 利益以外の資金から配当を支払うことはできない。会社に累積欠損が残っている場合は、配当を支払ってはならない。

配当は、優先株式について定款に別段の定めがある場合を除き、株式数に応じて1株につき均等に分配する。配当の支払いには株主総会の承認を要する。

定款に定めがある場合、取締役会は、会社に相応の利益があると認めるときは、随時、株主に中間配当を支払うことができる。中間配当を支払ったときは、次回の株主総会に報告する。

配当の支払いは、場合に応じて株主総会または取締役会の決議の日から1か月以内に行う。その際、株主に書面で通知し、配当支払いの公告を新聞に掲載する。

第116条 会社は、毎年の純利益から繰越欠損金(ある場合)を差し引いた額の5%以上を準備金として積み立てなければならない。準備金が登録資本金の10%以上に達するまで続ける。ただし、定款または他の法律がより多額の準備金を求める場合はこの限りでない。

第118条 会社が第115条、第116条または第117条に違反して株主に配当を支払い、会社の債権者に不利益を与えた場合、債権者は株主に対し受け取った配当の返還を求めて提訴できる。提訴は株主総会の決議日から1年以内に行わなければならない。ただし、善意で配当を受け取った株主に返還を強制することはできない。

第91条 取締役は、次の場合に会社に生じた損害について連帯して責任を負う。

(1) 第37条または第38条に従わずに、株式引受人に株式代金の払込みを求め、または財産の所有権を会社に移転させたこと

(2) 第43条に違反して、株式代金を支出し、または株式代金として払い込まれた財産を処分したこと

(3) 第85条に違反する行為

(4) 第89条に違反する貸付け

(5) 第90条に従わずに、取締役に金銭その他の財産を支払ったこと

(6) 第115条に違反して株主に配当を支払ったこと、または第118条に基づく責任。ただし、誠実に行動し、会長、会社の財務担当者または監査人が正確であると証明した証拠や財務報告に依拠したことを証明した場合はこの限りでない。

(7) この法律に基づく会社の帳簿、登録簿または書類を作成または保管しなかったこと。ただし、違反を防ぐために相当の措置をとったことを証明した場合はこの限りでない。

第93条 取締役が第91条(6)に基づき会社に生じた損害について責任を負う場合、当該取締役は、第115条に違反する支払いであること、または第118条に基づく責任があることを知りながら配当を受け取った株主に対し、超過分の配当の返還を求める権利を有する。